Posted by: ilovehappyday | มีนาคม 26, 2008

เราจะข้ามเวลามาพบกัน

คุณเชื่อเรื่อง soul mates หรือไม่

คนเราทุกคนย่อมมี คู่แท้ ของตัวเอง

บางคนอาจจะมีคู่แท้มากกว่า 1 คน

“เราจะข้ามเวลามาพบกัน”

เป็นหนังสือที่จิตแพทย์ที่ชื่อ ดร.ไบรอัน แอล ไวส์ เขียนไว้
โดยมีคุณมณฑานี  ตันติสุข แปล

ดร.ไบรอันบอกเล่าถึงเรื่องราวจากการรักษาคนไข้ด้วยวิธีการระลึกชาติ โดยมีตัวละครเอกคือเอลิซาเบธและเปโดร ที่เคยพบเจอกันมาแล้วในหลาย ๆ ชาติ บางชาติก็เป็นสามีภรรยากัน บางชาติก็เป็นพ่อลูกกัน จนได้มาพบเจอกันอีกในชาตินี้

คุณมณฑานีให้ความเห็นในด้านนี้ว่า

ขอเพียงให้มีศรัทธา

พรหมลิขิตจะทำงานของตนเอง โดยไม่ต้องให้มนุษย์ไปกระตุ้น

หลังจากอ่านหนังสือจบเป็นรอบที่ 2 แล้ว

มันทำให้ฉันครุ่นคิดขึ้นมาบ้างว่า

ในชาติภพนี้นั้น

ฉันเคยได้พบกับคนที่เป็นคู่แท้ของฉันหรือยัง

หรือถ้ายัง

มันอาจจะยังไม่ถึงเวลาที่คนที่อยู่ข้างบนกำหนดเอาไว้


Responses

  1. เชื่อเหมือนกันว่าทุกๆคนจะมีคู่แท้ และก็เชื่อเหมือนกัน
    ว่ามันอาจยังไม่ถึงเวลาที่จะเจอคู่แท้

    ประโยคข้างบนคงเป็นคนในอดีตย้อนเวลามาเขียนไว้ให้
    แต่ต่อไปนี้เขียนโดยคน ณ.ปัจจุบัน

    ทุกๆอย่างย่อมมีข้อยกเว้น และเราคิดว่าเรานี่แหละอยู่ใน
    ข้อยกเว้นนั้นด้วย เราอาจจะไม่มีคู่แท้ แต่ว่าเรายังโชคดี
    ที่มีเพื่อนแท้อยู่ บางครั้งโลกก็ไม่ใจดี ว่ามั้ย ^^

  2. คนช่างฝัน
    เมื่อเวลานั้นมาถึง
    เธอจะรู้ว่า
    คนคนนั้นใช่คู่แท้ของเธอหรือเปล่า

  3. คู่แท้หรือ? คำนี้น่าสนใจนะ
    ความเป็นจริงอาจจะเป็นแค่ Mr. Right ก็ได้นะ

  4. เชื่อซิ ก็อ่านมาเหมือนกัน

    มันอิงกับหลักศาสนาพุทธ

    เกี่ยวกับชาติภพ และความผูกพัน

    แต่เอ๊ะ เดี๋ยวจะสยึ๋มกึ๊ยซะก่อน
    ไม่เอาแร่ะ

  5. อะไรคือความหมายของ “คู่แท้” ล่ะค่ะ

    แล้วแบบไหนที่เรียกว่า “รักแท้”

    เรารู้ว่าความรักเป็นยังไง แล้วเราก็คิดว่า “ความรัก” ก็คือ “ความรัก”
    สำหรับตัวเรามันไม่มีแท้ มีเทียม

    “ศรัทธาคืออะไรล่ะค่ะ”
    นานมาแล้วเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกให้เรา “ศรัทธา”
    หากเราศรัทธาในพระเจ้า…พระเจ้าก็จักสถิตย์อยู่กับเรา
    หากเราศรัทธาในรัก…รักนั้นก็จักเดินทางมา
    เราผ่านความรักมาหลายครั้ง
    ครั้งหลังสุด…เราถึงกับตั้งคำถามที่ว่า “เวลาสองปีที่เราสูญไปแบบว่างเปล่า คุณไปอยู่ไหนมา”
    หาก ณ วันนี้ เขาเลือกใช้ความเกลียดมาฆ่าเราให้ตาย
    นี่ยังไงความรัก ที่เราเคยคิดว่านี่ล่ะคนที่รักเราอย่างแท้จริง

    แต่กับอีกคนหนึ่งที่ปลุกปลอบใจเรา
    เราสองคนรู้สึกดีดีต่อกัน เรามีความฝัน ณ วันนั้นเขาช่วยสานต่อเติมให้เราเดินหน้า
    แล้ววันหนึ่ง ความฝันเราถูกขโมยด้วยผู้ใหญ่ใจร้ายที่เราหลงนับถือ
    เราบาดเจ็บ เราเริ่มห่างจากทุกคนรอบตัว แต่เขาไม่เคยหายจากชีวิตเรา
    ห้วงยามที่เขามีปัญหากับคนรัก เราคือคนที่เขาขอเจอเพื่อพูดคุย
    วันที่เราเลิกลากับคนรัก เขาคือคนที่ไม่พูดอะไรนอกจากบอกว่า ยังอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน
    วันเกิดเราเมื่อเดือนกุมภา ขณะที่เรากำลังนั่งรถไฟจากกรุงเทพไปร่วมงานเสวนาที่อุบลกับเพื่อน
    เขาโทรมาให้ของขวัญวันเกิดเราชิ้นใหญ่
    ความฝันที่ถูกขโมยไป เขาดึงมันขึ้นมาชุบชีวิตมันและเราอีกครั้ง
    เราสองคนเป็นคนที่รู้สึกดีต่อกัน รักกัน แต่เราก็ต่างมีชีวิตคู่ของใครของมัน

    อย่างนี้คุณเรียกอะไรคะ…เรียกรักแท้ได้ไหม???

  6. มนุษย์เราเกิดมาเพื่อ “ใช้ชีวิต” และ “รอยคอยใครบางคน”

    ใครบางคน…ที่มีความคิดสอดคล้องกับเราพอดิบพอดี
    และ…ใครบางคน…ที่อยากมีลมหายใจ ไว้เพื่อยืนอยู่ข้างๆ เราตลอดไป

    ฉันเคยได้ยินว่า… “ใครบ้างคน” นั้น หมายถึง “ครึ่งหนึ่งของชีวิต”
    ที่ถ้าหากเราตามหาเจอ…ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราก็จะ “ไม่เงียบเหงา”
    ที่ถ้าหากเราตามหาเจอ…ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราก็จะ “อบอุ่น” และ “ปลอดภัย”

    ใช้ชีวิตและรอคอยใครบางคน ต่อไปด้วยรอยยิ้มเถอะนะ
    อย่าคิดว่าตัวเองไม่มีใคร…
    เพราะเธอยังมี “ใครบางคน” ให้รอคอย

  7. อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เข้าใจคำว่ารักแท้มากขึ้น แต่ไม่เคยเจอสักหน รู้สึกเหมือนเคยเจอ แต่เขาไม่มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับเรา นอกจากเราที่คิดไปคนเดียว….

  8. เชื่อนะว่ามีจริงๆเราเองพบแล้วล่ะตอนเราเจอเค้าครั้งแรกรู้สึกคล้ายเคยเจอกันมาก่อนและจากวันนั้นก็มีโอกาสได้คุยกันมาตลอดเพิ่งจะรู้ว่าเค้าเกิดวันเดียวกับเราแต่คนละปี และเราสามารถบอกชื่อและนามสกุลจริงได้ใกล้เคืยงมาก ๆ ผิดแค่สลับตำแหน่งเท่านั้นบ้านของเค้าอยู่ห่างจากบ้านของเราไปไม่กี่ป้ายรถเมลล์แต่เราไม่เคยเจอกันความที่เราชอบถ่ายภาพก็เลยไปถ่ายรูปที่สวนหลวงและเราเดินเจอกันที่นั่นโดยเค้าเองก็มาถ่ายรูปเหมือนกันทั้ง ๆที่วันนั้นเค้าต้องไปทำธุระอย่างอื่นแต่เค้ายกเลิกและเราจะต้องไปดูงานที่ต่างประเทศแต่งานของเรายกเลิกเช่นกันและเค้าก็รับอาสาถ่ายรูปให้เรา และอีกอย่างเค้าทำงานสายอาชีพเดียวกับเราเลย ดังนั้นเชื่อเถอะว่าSoul matesมีจริงอยู่ที่เราจะเจอเค้าเมื่อไหร่เท่านั้น

  9. เราเองไม่รู้ว่าจะเชื้อได้ไหม
    ได้ยินแค่เสียงไม่เคยเจอหน้ามาก่อนแค่ครั้งแรกที่ได้ยิน
    ความรู้สึกมากมายก็เกิดขึ้น
    -เราคือคนคนเดียวกัน
    ตอนนั้นคำถามมากมายก็เกิดขึ้น มันเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนมาก
    ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เราเชื่อว่าเขาคือคนที่ตามหามาตลอดชีวิต แต่เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยให้เวลาตัดสินทุกอย่าง

  10. ทัศนะส่วนตัวผมเชื่อ เรื่องเนื้อคู่นะ(เชื่อมากๆ) สำหรับผม”เนื้อคู่”แค่แรกเห็น (สบตากันเหมือนนัดกันมอง) ในสายตาต่างคนต่างก็สื่ออะไรต่อกันได้มากมายโดยไม่ต้องบอก……. และแค่แรกเห็น อยู่ดีๆก็เกิดไฟช็อตรู้สึกประหลาดๆ (แต่รู้สึกดีมากที่สุด)………..เดินผ่านก็เหมือนมีเส้นใยบางๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าเราเคยมีปฏิสัมพันธ์กันมาก่อน…..คุ้นเคยมากทั้งที่ไม่เคยพบกัน

  11. ก่อนจะอ่านเรื่องนี้ คุณต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า…คุณเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของความรัก คู่แท้ พรหมลิขิต และ โชคชะตา หรือไม่ เพราะถ้าคุณไม่เชื่อ….ก็คงจะรู้สึกเฉยๆ กับเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณเชื่อ มันจะทำให้คุณรู้จักกับความรักมากขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีคำตอบจนกว่าคุณจะได้เจอกับตัวเอง ไม่มีบทสรุปของเรื่องราว ไม่มีการหักมุมของเรื่องแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของคนสองคน หรืออาจจะเกิดกับอีกหลายๆ คนบนโลกนี้……เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ และก็มีคำถามตามมามากมายว่าทำไมพระเจ้าถึงสร้างให้มนุษย์มีสองแขน สองขา สองตา และอวัยวะอื่นๆ เป็นคู่กัน แต่ทำไมถึงมีหัวใจเพียงดวงเดียว คุณรู้ไหมว่าเพราะอะไร……. ก็เพราะว่าพระเจ้าต้องการให้เราตามหาหัวใจของเราอีกดวงให้เจอไง ผมไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เลย จนกระทั่ง………..
    ห้าเดือนที่แล้ว
    ผมได้ย้ายกลับเข้ามาอยู่บ้านที่จังหวัดนนทบุรี เพราะได้งานในตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทแห่งหนึ่ง หลังจากที่ผมต้องร่อนเร่ไปทำงานในหลายๆ จังหวัด พื้นเพดั้งเดิมของผมเป็นคนจังหวัดกรุงเทพฯ แต่ด้วยความเกเรจึงทำให้เรียนไม่จบซักที กว่าจะจบปริญญาตรีก็ปาเข้าไปอายุเกือบจะสามสิบ แถมยังไปจบในต่างจังหวัดอีก หลังจากนั้นก็ทำงานในต่างจังหวัดมาโดยตลอดอีกเช่นกัน รวมๆ แล้วผมใช้ชีวิตกว่าครึ่งชีวิตของผมในต่างจังหวัด ผมเคยมานั่งสงสัยว่าทำไมพอทุกอย่างกำลังจะไปได้ดีไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเรียน หรือการทำงานมันก็จะต้องมีอุปสรรคอะไรบางอย่างเข้ามาและทำให้ผมจะต้องระเห็จระเหเร่ร่อนอพยพตัวเองไปอยู่ต่างจังหวัดทุกที เหมือนกับมีใครมาลิขิตชีวิตเอาไว้
    วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังเซ็นชื่อเข้าทำงานตามปกติในตอนเช้า พลันสายตาผมก็เหลือบไปเห็นพนักงานใหม่คนหนึ่งเข้ามาเซ็นชื่อในแผนกของผม เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าตาดี ผิวขาว ซึ่งก็ทำให้ผมงงว่าเธอเป็นใครทำไมถึงมาเซ็นชื่อในแผนก และความรู้สึกแรกที่ผ่านเข้ามาในสมองก็คือว่า เธอมีหนวดด้วย……อะไรกันผู้หญิงมีหนวด คิดแล้วก็ขำขึ้นมาในใจ
    “กอล์ฟๆ เมื่อกี้ผมเซ็นชื่ออยู่เห็นมีพนักงานใหม่เซ็นชื่อในแผนกเราด้วย” ผมเอ่ยกับน้องที่ทำงานคนหนึ่ง
    “ผู้ชายหรือผู้หญิงพี่” กอล์ฟหันกลับมาถามผม พร้อมกับแววตาซึ่งบ่งบอกถึงความหวังอะไรบางอย่าง
    “ผู้หญิงซิ น่ารักดี มีหนวดด้วย” ผมตอบพร้อมกับเอามือลูบหนวดตัวเอง
    กอล์ฟทำหน้างงนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยว่า “ผู้หญิงอะไรวะ มีหนวด” แล้วก็ขำกัน
    ปู คือชื่อของเธอ และเรื่องราวทั้งหมดก็ได้เริ่มจากตรงนี้……………….
    สี่เดือนที่แล้ว
    ปูเป็นน้องใหม่ของแผนก แต่อายุอานามของเธอถ้าไม่นับเจ้าของบริษัท พี่อีกสองคนในแผนกบุคคล แผนกขาย และผม เธอก็คือผู้อาวุโสที่สุด เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเท่าไร แต่ด้วยความที่ไม่มั่นใจนี่ละเป็นเสน่ห์อย่างนึงที่ทำให้เธอเป็นที่รักใคร่ของทุกคนในแผนก โดยเฉพาะผมซึ่งคอยช่วยเหลือเธอในเรื่องงานอยู่ห่างๆ ด้วยความเป็นห่วงที่เริ่มก่อตัวขึ้นในความรู้สึกทีละน้อยโดยที่ไม่รู้ตัว
    “ปู พรุ่งนี้ว่างรึเปล่า” ผมถามเธอ
    “ทำไมหรอคะพี่” เธอตอบพร้อมกับทำแววตาสงสัยในคำถาม
    “พรุ่งนี้พี่ต้องไปส่งงานที่ลพบุรี นั่งรถไปเป็นเพื่อนหน่อยนะ”
    “ดูก่อนได้ปะ ยังไม่รู้เลย”
    “เออ…จำไว้เลยเพื่อนฝูง ไปเป็นเพื่อนแค่นี้ก็ไม่ได้” ผมตัดพ้อเล็กๆ เพราะถือว่าอายุอานามก็รุ่นราวคราวเดียวกัน
    “ก็ได้คะ…….ไปก็ได้” สงสัยว่าเธอคงตอบเพราะรำคาญผม และอีกอย่างก็คงเห็นว่าเพราะผมเป็นหัวหน้าก็ได้
    วันรุ่งขึ้นผมนัดเจอเธอที่ออฟฟิตเพื่อจะไปลพบุรีด้วยกัน เธอใส่กางเกงสีดำขาสี่ส่วนตามสมัยนิยมที่ดูแล้วเหมือนขาลอยหน่อยๆ แต่ที่บ้านผมเรียกว่าทรงน้ำท่วม ใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำตาลดูแล้วทะมัดทะแมงดี เราออกเดินทางแต่เช้า ไปส่งงานและทำธุระของบริษัท ตั้งใจกันว่าจะกลับมาถึงบริษัทไม่เกินสี่โมงเย็น ระหว่างที่รถกำลังติดอย่างหนักในตอนขากลับนั้น ก็พลันมีโทรศัพท์จากที่ทำงานโทรมาบอกว่ารถของปูได้จอดขวางทางอยู่ทำให้รถคันอื่นออกจากบริษัทไม่ได้ นั่นเป็นเหตุให้ผมจำเป็นต้องให้ปูลงจากรถเพื่อต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างแถวนั้นกลับเข้าบริษัทก่อน และก็เหมือนกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัดพระอินทร์เกิดพิโรธกะทันหันสั่งให้พระพิรุณกระหน่ำสายฝนลงมา และนั่นทำให้ผมเริ่มรู้สึกตัวเองว่าผมเป็นห่วงปูมาก
    “ปูเป็นไงบ้าง ถึงออฟฟิตรึยัง” ผมโทรหาเธอหลังจากแยกกันประมาณครึ่งชั่วโมง
    “ถึงแล้วคะ เปียกฝนหมดเลย” เธอตอบพร้อมกับน้ำเสียงราบเรียบ
    “แล้วกำลังจะกลับบ้านรึยังครับ” ผมถามต่อ
    “กำลังขับรถกลับคะ พี่ถึงไหนแล้ว” เธอตอบ พร้อมกับถามผม
    “พี่ก็กำลังกลับครับ รถติดมาก เอาละแค่นี้นะ ถึงบ้านแล้วโทรบอกพี่ด้วย”
    ผมวางสายพร้อมกับความรู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องมาลำบากด้วยกัน ผมรอโทรศัพท์ของเธอจนสองทุ่มเลยตัดสินใจโทรหา
    “ปูถึงบ้านรึยัง” ผมถามด้วยความเป็นห่วง
    “ถึงแล้วคะ”
    “แล้วก็ไม่ยอมโทรบอก พี่เป็นห่วงนะ และก็ขอโทษด้วยที่ทำให้ลำบาก” ผมบอกเธอไปพร้อมกับความรู้สึกผิดอยู่ในใจ
    “ไม่เป็นไรคะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
    “โอเคครับ ถึงบ้านก็ดีแล้ว งั้นแค่นี้นะครับ ขอบคุณมากที่นั่งรถไปเป็นเพื่อน”
    หลังจากวางสายกับเธอผมรู้สึกโล่งใจที่เธอถึงบ้านแล้ว พร้อมกับความรู้สึกคิดถึงได้เริ่มก่อเกิดตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ
    เดือนต่อมา
    เราเริ่มคุยกันมากขึ้น หลายเรื่องมากขึ้น สิ่งที่เริ่มทำให้ผมและเธอรู้สึกประหลาดใจก็คือ เธอกับผมนิสัยเหมือนๆ กัน คิดอะไรเหมือนๆ กัน ชอบกินอะไรเหมือนๆ กัน ฟังเพลงเหมือนๆ กัน ชอบทำอะไรเหมือนๆ กัน และนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกว่าความผูกพันของเราเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเธอจะคิดเหมือนผมหรือเปล่า แต่ผมเริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้นว่าผมเริ่มรู้สึกอย่างไรกับเธอ
    เดือนที่แล้ว
    “พี่หนุ่ม ปูมีอะไรจะเล่าให้ฟังละ” เธอบอกพร้อมกับหันหน้ามามอง ในระหว่างที่เรานั่งรถไปด้วยกัน
    “อะไรเหรอ” ผมถามพร้อมกับทำหน้าสงสัย
    “แต่…ไม่บอกดีกว่า เพราะถ้าบอกแล้วพี่จะทำตัวไม่เหมือนเดิม” เธอบอกพร้อมกับหัวเราะ เหมือนกับจะแกล้งผม
    “บอกเหอะ อยากรู้ พี่ก็ทำตัวเหมือนเดิมตลอดนะแหละ” ผมคะยั้นคะยอเธอ ในใจคิดว่าสงสัยจะบอกรักเราแหงๆ
    “ นุ่น เค้าบอกว่า สงสัยว่าพี่หนุ่มจะชอบปู เพราะเห็นสนิทกับปู” เธอบอก
    ผมนั่งอึ้งอยู่พักนึง เพราะตกใจกับสิ่งที่เธอพึ่งจะบอกผม และรู้สึกผิดหวังนิดๆ ที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิด
    “แล้วปูบอกนุ่นว่ายังไงละ” ผมถามเธอ
    “ปูก็บอกนุ่นว่า พี่หนุ่มไม่ได้คิดอะไรหรอก พี่เค้าก็สนิทกับทุกคนนะแหละ จริงปะ” เธอบอกพร้อมกับหันมาถามผม
    “ก็น่าจะประมาณนั้นแหละ พี่ไม่ได้คิดอะไรหรอก อาจจะเป็นเพราะว่าเราอายุใกล้เคียงกัน เราก็เลยสนิทกัน นุ่นเค้าก็เลยคิดไปเองละมั๊งว่าพี่ชอบปู” ผมตอบไปยังงั้นแหละ ทั้งที่ใจของผมบอกเธอไปแล้วว่าผมชอบเธอมาก
    อาทิตย์ต่อมา
    “ปู พี่มีอะไรจะบอกละ” ผมบอกเธอ ในระหว่างที่เรากำลังนั่งรถไปด้วยกัน
    “อะไรหรอ” เธอถามพร้อมกับหันมามอง
    “ปูต้องสัญญานะ ว่าถ้าพี่บอกแล้วปูจะเหมือนเดิม จะไม่โกรธ”
    เธอไม่ตอบพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ เหมือนเป็นการรับปาก
    “พี่รู้สึกว่าพี่จะชอบปูละ พี่รู้ว่ามันไม่เหมาะ แต่ว่ามันรู้สึกอย่างนี้จริงๆ ความรู้สึกของพี่แค่ขอให้ได้ชอบปูได้ทำอะไรเพื่อปูพี่ก็พอใจแล้ว…บางครั้งความรักไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการครอบครองเสมอไป จิงมั๊ย” ผมบอกพร้อมกับถามเธอ
    เธอนิ่งเงียบซักพัก แล้วหันมายิ้มและบอกว่า “ปูก็คิดเหมือนกับพี่หนุ่มนะแหละ”
    อาทิตย์ที่แล้ว
    ผมซื้อดอกกุหลาบสีชมพูให้เธอพร้อมกับบอกเธอว่า สิ่งที่พี่จะให้กับปูนี้ อาจจะไม่มีราคาค่างวดอะไรมากมาย หรืออาจจะไม่มีคุณค่าอะไรมาก แต่มันมีความหมายสำหรับพี่เพราะมันคือความรู้สึกทั้งหมดเท่าที่พี่มี พี่อยากจะให้ปูเก็บเอาไว้ และถ้าวันไหนที่ปูรู้สึกว่าความรู้สึกของพี่เปลี่ยนแปลงไป ก็ให้ปูเอาดอกกุหลาบดอกนี้มาให้พี่นะ แล้วก็ถามพี่ว่ายังจำได้ไหมว่าพี่เคยพูดอะไรเอาไว้
    สามวันที่แล้ว
    ผมนั่งกุมมือเธอในขณะขับรถ พร้อมกับบอกเธอว่า “ปูหายไปไหนมาตั้งนาน ปูให้พี่ตามหาปูเกือบจะทั่วประเทศไทย”
    “พี่หนุ่มนะแหละหายไปไหนมา ปูก็อยู่ตรงนี้ รอพี่หนุ่มอยู่ตรงนี้ แต่พี่หนุ่มนะแหละมัวแต่หายไปไหนมา” เธอตอบพร้อมกับหันมาสบตากัน หลังจากที่เธอพูดจบ ผมรู้สึกได้เลย มันเป็นความรู้สึกจากจิตใต้สำนึก จากสัญชาติญาณ หรือจากอะไรบางอย่างที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ ผมรู้แต่เพียงว่าผู้หญิงคนนี้แหละ คือคนที่ผมตามหามาชั่วชีวิต เป็นผู้หญิงที่ผมผูกพันด้วยมาตั้งแต่ชาติก่อน เป็นความรู้สึกแรกในตลอดเกือบสี่สิบปีของผม ที่ผมไม่เคยรู้สึกอย่างนี้กับใครมาก่อน ผมรู้สึกว่าผมรักเธอมาก มากมายจนไม่อาจจะพูดเป็นคำพูดได้ และรู้สึกว่าเราเคยผูกพันกันมากกว่าระยะเวลาที่เรารู้จักกัน ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งมานานมาก ผมพยายามบอกกับเธอว่าผมรู้สึกแบบนี้ มันคืออะไร มันเกิดอะไรขึ้นกับผม ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจ และสิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจมากยิ่งขึ้นก็คือ เธอก็รู้สึกเหมือนกันกับที่ผมรู้สึก
    “ปูรักพี่หนุ่มรึเปล่า” ผมถามเธอในขณะกำลังขับรถและก็กุมมือเธอไว้
    “……………………………..” เธอไม่ตอบพร้อมกับหันหน้ามามองผม
    เราต่างนั่งเงียบสงบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะทำลายความสงบนั้น
    “ต่อไปนี้พี่จะไม่ถามปูแล้วละ ว่าปูรักพี่รึเปล่า เพราะพี่คิดว่าพี่รู้แล้ว” ผมบอกต่อ
    “รู้ได้ยังไงคะ” เธอถามพร้อมกับหันมามองแบบยิ้มๆ
    “ ไม่รู้สิ แต่พี่รู้สึกได้ และพี่คิดว่าพี่รู้แล้ว”
    “ ถ้ารู้สึกได้ก็ไม่ต้องถามปูอีกแล้วนะ” เธอตอบพร้อมกับยิ้มหวานจนผมแทบจะใจละลาย
    “พี่คิดว่าคนเราถ้าจับมือกันจะรับรู้ถึงความรู้สึกได้มั๊ย” เธอหันมาถามผมบ้าง
    ผมบีบมือเธอแน่นกว่าเดิมแล้วถามเธอว่า
    “แล้วปูรับรู้ได้มั๊ยละ” เธอไม่ตอบแต่พยักหน้าแทนคำตอบนั้น
    เคยมีคนพูดกับผมว่าคนเราถ้าเป็นคู่แท้กันจะสามารถรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้โดยที่ไม่ต้องพูด และผมก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ เวลาที่ผมกุมมือเธอ ทุกครั้งที่ผมถามเธอว่ารักผมหรือเปล่า เธอไม่เคยตอบผมแม้แต่ครั้งเดียวแต่ผมสามารถรับรู้ได้จากการสัมผัส จากความรู้สึก มีหลายครั้งที่เวลาเธอกลับบ้าน แล้วเราโทรคุยกัน เธอบอกว่ามีอะไรจะถามผม จะคุยกับผม และผมก็สามารถรับรู้ได้ว่าเธอจะถามอะไร จะคุยอะไร เหมือนกับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และนี่เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับผม และทำให้ผมเชื่อในเรื่องของโชคชะตา พรหมลิขิต และคู่แท้
    วันนี้
    ผมนั่งกุมมือเธอพร้อมกับบอกเธอว่า พี่ตามหาปูมานาน และไม่รู้ว่านานเท่าไร พี่เชื่อว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เรามีหัวใจดวงเดียวกัน พระเจ้าให้เราเกิดมาเพื่อกันและกัน แต่ไม่ได้ให้เราเกิดมาคู่กัน คงเป็นเพราะเวรกรรมที่เราเคยทำมาตั้งแต่ชาติปางก่อน แต่พี่ก็จะรอ รอจนกว่าจะถึงเวลาของเรา เวลาที่เราจะได้อยู่คู่กัน ไม่ว่าจะชาติไหนก็ตาม อย่างน้อยพี่ก็ดีใจที่ชาตินี้พี่ตามหาปูจนเจอ ถึงแม้ว่ามันจะสายไปก็ตาม แต่พี่ก็ขอเพียงแค่ได้เห็น ได้เป็นห่วง ได้คอยดูแลอยู่ห่างๆ แค่นี้ก็พอแล้ว
    เวลานี้
    ผมก็ยังคงอยู่กับครอบครัวของผมและทำหน้าที่พ่อและสามี ส่วนเธอก็อยู่กับครอบครัวของเธอและทำหน้าที่แม่และภรรยา เช่นกัน เราต่างคนต่างอยู่กับครอบครัวของตนเอง แต่เราก็สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกดีๆ และยังคงเชื่อในความผูกพันระหว่างเราที่เคยมีในชาติปางก่อน เพียงแต่ว่าในชาตินี้มันไม่ใช่เวลาของเราเท่านั้นเอง แต่ผมก็ยังเชื่อว่าวันหนึ่งในเวลาที่เหมาะสมเราจะกลับมาพบกัน และได้ครองคู่กัน ผมสาบานกับเธอไว้ว่า….ไม่ว่าจะอีกกี่ชาติก็ตามผมจะตามหาเธอให้เจอ และจะไม่ข้องเกี่ยวกับใครจนกว่าจะเจอเธอ……………………

  12. “อยากให้ลองอ่านดู เพราะนี่คือเรื่องจริงของผม”
    ก่อนจะอ่านเรื่องนี้ คุณต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า…คุณเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของความรัก คู่แท้ พรหมลิขิต และ โชคชะตา หรือไม่ เพราะถ้าคุณไม่เชื่อ….ก็คงจะรู้สึกเฉยๆ กับเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณเชื่อ มันจะทำให้คุณรู้จักกับความรักมากขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีคำตอบจนกว่าคุณจะได้เจอกับตัวเอง ไม่มีบทสรุปของเรื่องราว ไม่มีการหักมุมของเรื่องแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของคนสองคน หรืออาจจะเกิดกับอีกหลายๆ คนบนโลกนี้……เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ และก็มีคำถามตามมามากมายว่าทำไมพระเจ้าถึงสร้างให้มนุษย์มีสองแขน สองขา สองตา และอวัยวะอื่นๆ เป็นคู่กัน แต่ทำไมถึงมีหัวใจเพียงดวงเดียว คุณรู้ไหมว่าเพราะอะไร……. ก็เพราะว่าพระเจ้าต้องการให้เราตามหาหัวใจของเราอีกดวงให้เจอไง ผมไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เลย จนกระทั่ง………..
    ห้าเดือนที่แล้ว
    ผมได้ย้ายกลับเข้ามาอยู่บ้านที่จังหวัดนนทบุรี เพราะได้งานในตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทแห่งหนึ่ง หลังจากที่ผมต้องร่อนเร่ไปทำงานในหลายๆ จังหวัด พื้นเพดั้งเดิมของผมเป็นคนจังหวัดกรุงเทพฯ แต่ด้วยความเกเรจึงทำให้เรียนไม่จบซักที กว่าจะจบปริญญาตรีก็ปาเข้าไปอายุเกือบจะสามสิบ แถมยังไปจบในต่างจังหวัดอีก หลังจากนั้นก็ทำงานในต่างจังหวัดมาโดยตลอดอีกเช่นกัน รวมๆ แล้วผมใช้ชีวิตกว่าครึ่งชีวิตของผมในต่างจังหวัด ผมเคยมานั่งสงสัยว่าทำไมพอทุกอย่างกำลังจะไปได้ดีไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเรียน หรือการทำงานมันก็จะต้องมีอุปสรรคอะไรบางอย่างเข้ามาและทำให้ผมจะต้องระเห็จระเหเร่ร่อนอพยพตัวเองไปอยู่ต่างจังหวัดทุกที เหมือนกับมีใครมาลิขิตชีวิตเอาไว้
    วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังเซ็นชื่อเข้าทำงานตามปกติในตอนเช้า พลันสายตาผมก็เหลือบไปเห็นพนักงานใหม่คนหนึ่งเข้ามาเซ็นชื่อในแผนกของผม เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าตาดี ผิวขาว ซึ่งก็ทำให้ผมงงว่าเธอเป็นใครทำไมถึงมาเซ็นชื่อในแผนก และความรู้สึกแรกที่ผ่านเข้ามาในสมองก็คือว่า เธอมีหนวดด้วย……อะไรกันผู้หญิงมีหนวด คิดแล้วก็ขำขึ้นมาในใจ
    “กอล์ฟๆ เมื่อกี้ผมเซ็นชื่ออยู่เห็นมีพนักงานใหม่เซ็นชื่อในแผนกเราด้วย” ผมเอ่ยกับน้องที่ทำงานคนหนึ่ง
    “ผู้ชายหรือผู้หญิงพี่” กอล์ฟหันกลับมาถามผม พร้อมกับแววตาซึ่งบ่งบอกถึงความหวังอะไรบางอย่าง
    “ผู้หญิงซิ น่ารักดี มีหนวดด้วย” ผมตอบพร้อมกับเอามือลูบหนวดตัวเอง
    กอล์ฟทำหน้างงนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยว่า “ผู้หญิงอะไรวะ มีหนวด” แล้วก็ขำกัน
    ปู คือชื่อของเธอ และเรื่องราวทั้งหมดก็ได้เริ่มจากตรงนี้……………….
    สี่เดือนที่แล้ว
    ปูเป็นน้องใหม่ของแผนก แต่อายุอานามของเธอถ้าไม่นับเจ้าของบริษัท พี่อีกสองคนในแผนกบุคคล แผนกขาย และผม เธอก็คือผู้อาวุโสที่สุด เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเท่าไร แต่ด้วยความที่ไม่มั่นใจนี่ละเป็นเสน่ห์อย่างนึงที่ทำให้เธอเป็นที่รักใคร่ของทุกคนในแผนก โดยเฉพาะผมซึ่งคอยช่วยเหลือเธอในเรื่องงานอยู่ห่างๆ ด้วยความเป็นห่วงที่เริ่มก่อตัวขึ้นในความรู้สึกทีละน้อยโดยที่ไม่รู้ตัว
    “ปู พรุ่งนี้ว่างรึเปล่า” ผมถามเธอ
    “ทำไมหรอคะพี่” เธอตอบพร้อมกับทำแววตาสงสัยในคำถาม
    “พรุ่งนี้พี่ต้องไปส่งงานที่ลพบุรี นั่งรถไปเป็นเพื่อนหน่อยนะ”
    “ดูก่อนได้ปะ ยังไม่รู้เลย”
    “เออ…จำไว้เลยเพื่อนฝูง ไปเป็นเพื่อนแค่นี้ก็ไม่ได้” ผมตัดพ้อเล็กๆ เพราะถือว่าอายุอานามก็รุ่นราวคราวเดียวกัน
    “ก็ได้คะ…….ไปก็ได้” สงสัยว่าเธอคงตอบเพราะรำคาญผม และอีกอย่างก็คงเห็นว่าเพราะผมเป็นหัวหน้าก็ได้
    วันรุ่งขึ้นผมนัดเจอเธอที่ออฟฟิตเพื่อจะไปลพบุรีด้วยกัน เธอใส่กางเกงสีดำขาสี่ส่วนตามสมัยนิยมที่ดูแล้วเหมือนขาลอยหน่อยๆ แต่ที่บ้านผมเรียกว่าทรงน้ำท่วม ใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำตาลดูแล้วทะมัดทะแมงดี เราออกเดินทางแต่เช้า ไปส่งงานและทำธุระของบริษัท ตั้งใจกันว่าจะกลับมาถึงบริษัทไม่เกินสี่โมงเย็น ระหว่างที่รถกำลังติดอย่างหนักในตอนขากลับนั้น ก็พลันมีโทรศัพท์จากที่ทำงานโทรมาบอกว่ารถของปูได้จอดขวางทางอยู่ทำให้รถคันอื่นออกจากบริษัทไม่ได้ นั่นเป็นเหตุให้ผมจำเป็นต้องให้ปูลงจากรถเพื่อต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างแถวนั้นกลับเข้าบริษัทก่อน และก็เหมือนกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัดพระอินทร์เกิดพิโรธกะทันหันสั่งให้พระพิรุณกระหน่ำสายฝนลงมา และนั่นทำให้ผมเริ่มรู้สึกตัวเองว่าผมเป็นห่วงปูมาก
    “ปูเป็นไงบ้าง ถึงออฟฟิตรึยัง” ผมโทรหาเธอหลังจากแยกกันประมาณครึ่งชั่วโมง
    “ถึงแล้วคะ เปียกฝนหมดเลย” เธอตอบพร้อมกับน้ำเสียงราบเรียบ
    “แล้วกำลังจะกลับบ้านรึยังครับ” ผมถามต่อ
    “กำลังขับรถกลับคะ พี่ถึงไหนแล้ว” เธอตอบ พร้อมกับถามผม
    “พี่ก็กำลังกลับครับ รถติดมาก เอาละแค่นี้นะ ถึงบ้านแล้วโทรบอกพี่ด้วย”
    ผมวางสายพร้อมกับความรู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องมาลำบากด้วยกัน ผมรอโทรศัพท์ของเธอจนสองทุ่มเลยตัดสินใจโทรหา
    “ปูถึงบ้านรึยัง” ผมถามด้วยความเป็นห่วง
    “ถึงแล้วคะ”
    “แล้วก็ไม่ยอมโทรบอก พี่เป็นห่วงนะ และก็ขอโทษด้วยที่ทำให้ลำบาก” ผมบอกเธอไปพร้อมกับความรู้สึกผิดอยู่ในใจ
    “ไม่เป็นไรคะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
    “โอเคครับ ถึงบ้านก็ดีแล้ว งั้นแค่นี้นะครับ ขอบคุณมากที่นั่งรถไปเป็นเพื่อน”
    หลังจากวางสายกับเธอผมรู้สึกโล่งใจที่เธอถึงบ้านแล้ว พร้อมกับความรู้สึกคิดถึงได้เริ่มก่อเกิดตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ
    เดือนต่อมา
    เราเริ่มคุยกันมากขึ้น หลายเรื่องมากขึ้น สิ่งที่เริ่มทำให้ผมและเธอรู้สึกประหลาดใจก็คือ เธอกับผมนิสัยเหมือนๆ กัน คิดอะไรเหมือนๆ กัน ชอบกินอะไรเหมือนๆ กัน ฟังเพลงเหมือนๆ กัน ชอบทำอะไรเหมือนๆ กัน และนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกว่าความผูกพันของเราเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเธอจะคิดเหมือนผมหรือเปล่า แต่ผมเริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้นว่าผมเริ่มรู้สึกอย่างไรกับเธอ
    เดือนที่แล้ว
    “พี่หนุ่ม ปูมีอะไรจะเล่าให้ฟังละ” เธอบอกพร้อมกับหันหน้ามามอง ในระหว่างที่เรานั่งรถไปด้วยกัน
    “อะไรเหรอ” ผมถามพร้อมกับทำหน้าสงสัย
    “แต่…ไม่บอกดีกว่า เพราะถ้าบอกแล้วพี่จะทำตัวไม่เหมือนเดิม” เธอบอกพร้อมกับหัวเราะ เหมือนกับจะแกล้งผม
    “บอกเหอะ อยากรู้ พี่ก็ทำตัวเหมือนเดิมตลอดนะแหละ” ผมคะยั้นคะยอเธอ ในใจคิดว่าสงสัยจะบอกรักเราแหงๆ
    “ นุ่น เค้าบอกว่า สงสัยว่าพี่หนุ่มจะชอบปู เพราะเห็นสนิทกับปู” เธอบอก
    ผมนั่งอึ้งอยู่พักนึง เพราะตกใจกับสิ่งที่เธอพึ่งจะบอกผม และรู้สึกผิดหวังนิดๆ ที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิด
    “แล้วปูบอกนุ่นว่ายังไงละ” ผมถามเธอ
    “ปูก็บอกนุ่นว่า พี่หนุ่มไม่ได้คิดอะไรหรอก พี่เค้าก็สนิทกับทุกคนนะแหละ จริงปะ” เธอบอกพร้อมกับหันมาถามผม
    “ก็น่าจะประมาณนั้นแหละ พี่ไม่ได้คิดอะไรหรอก อาจจะเป็นเพราะว่าเราอายุใกล้เคียงกัน เราก็เลยสนิทกัน นุ่นเค้าก็เลยคิดไปเองละมั๊งว่าพี่ชอบปู” ผมตอบไปยังงั้นแหละ ทั้งที่ใจของผมบอกเธอไปแล้วว่าผมชอบเธอมาก
    อาทิตย์ต่อมา
    “ปู พี่มีอะไรจะบอกละ” ผมบอกเธอ ในระหว่างที่เรากำลังนั่งรถไปด้วยกัน
    “อะไรหรอ” เธอถามพร้อมกับหันมามอง
    “ปูต้องสัญญานะ ว่าถ้าพี่บอกแล้วปูจะเหมือนเดิม จะไม่โกรธ”
    เธอไม่ตอบพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ เหมือนเป็นการรับปาก
    “พี่รู้สึกว่าพี่จะชอบปูละ พี่รู้ว่ามันไม่เหมาะ แต่ว่ามันรู้สึกอย่างนี้จริงๆ ความรู้สึกของพี่แค่ขอให้ได้ชอบปูได้ทำอะไรเพื่อปูพี่ก็พอใจแล้ว…บางครั้งความรักไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการครอบครองเสมอไป จิงมั๊ย” ผมบอกพร้อมกับถามเธอ
    เธอนิ่งเงียบซักพัก แล้วหันมายิ้มและบอกว่า “ปูก็คิดเหมือนกับพี่หนุ่มนะแหละ”
    อาทิตย์ที่แล้ว
    ผมซื้อดอกกุหลาบสีชมพูให้เธอพร้อมกับบอกเธอว่า สิ่งที่พี่จะให้กับปูนี้ อาจจะไม่มีราคาค่างวดอะไรมากมาย หรืออาจจะไม่มีคุณค่าอะไรมาก แต่มันมีความหมายสำหรับพี่เพราะมันคือความรู้สึกทั้งหมดเท่าที่พี่มี พี่อยากจะให้ปูเก็บเอาไว้ และถ้าวันไหนที่ปูรู้สึกว่าความรู้สึกของพี่เปลี่ยนแปลงไป ก็ให้ปูเอาดอกกุหลาบดอกนี้มาให้พี่นะ แล้วก็ถามพี่ว่ายังจำได้ไหมว่าพี่เคยพูดอะไรเอาไว้
    สามวันที่แล้ว
    ผมนั่งกุมมือเธอในขณะขับรถ พร้อมกับบอกเธอว่า “ปูหายไปไหนมาตั้งนาน ปูให้พี่ตามหาปูเกือบจะทั่วประเทศไทย”
    “พี่หนุ่มนะแหละหายไปไหนมา ปูก็อยู่ตรงนี้ รอพี่หนุ่มอยู่ตรงนี้ แต่พี่หนุ่มนะแหละมัวแต่หายไปไหนมา” เธอตอบพร้อมกับหันมาสบตากัน หลังจากที่เธอพูดจบ ผมรู้สึกได้เลย มันเป็นความรู้สึกจากจิตใต้สำนึก จากสัญชาติญาณ หรือจากอะไรบางอย่างที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ ผมรู้แต่เพียงว่าผู้หญิงคนนี้แหละ คือคนที่ผมตามหามาชั่วชีวิต เป็นผู้หญิงที่ผมผูกพันด้วยมาตั้งแต่ชาติก่อน เป็นความรู้สึกแรกในตลอดเกือบสี่สิบปีของผม ที่ผมไม่เคยรู้สึกอย่างนี้กับใครมาก่อน ผมรู้สึกว่าผมรักเธอมาก มากมายจนไม่อาจจะพูดเป็นคำพูดได้ และรู้สึกว่าเราเคยผูกพันกันมากกว่าระยะเวลาที่เรารู้จักกัน ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งมานานมาก ผมพยายามบอกกับเธอว่าผมรู้สึกแบบนี้ มันคืออะไร มันเกิดอะไรขึ้นกับผม ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจ และสิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจมากยิ่งขึ้นก็คือ เธอก็รู้สึกเหมือนกันกับที่ผมรู้สึก
    “ปูรักพี่หนุ่มรึเปล่า” ผมถามเธอในขณะกำลังขับรถและก็กุมมือเธอไว้
    “……………………………..” เธอไม่ตอบพร้อมกับหันหน้ามามองผม
    เราต่างนั่งเงียบสงบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะทำลายความสงบนั้น
    “ต่อไปนี้พี่จะไม่ถามปูแล้วละ ว่าปูรักพี่รึเปล่า เพราะพี่คิดว่าพี่รู้แล้ว” ผมบอกต่อ
    “รู้ได้ยังไงคะ” เธอถามพร้อมกับหันมามองแบบยิ้มๆ
    “ ไม่รู้สิ แต่พี่รู้สึกได้ และพี่คิดว่าพี่รู้แล้ว”
    “ ถ้ารู้สึกได้ก็ไม่ต้องถามปูอีกแล้วนะ” เธอตอบพร้อมกับยิ้มหวานจนผมแทบจะใจละลาย
    “พี่คิดว่าคนเราถ้าจับมือกันจะรับรู้ถึงความรู้สึกได้มั๊ย” เธอหันมาถามผมบ้าง
    ผมบีบมือเธอแน่นกว่าเดิมแล้วถามเธอว่า
    “แล้วปูรับรู้ได้มั๊ยละ” เธอไม่ตอบแต่พยักหน้าแทนคำตอบนั้น
    เคยมีคนพูดกับผมว่าคนเราถ้าเป็นคู่แท้กันจะสามารถรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้โดยที่ไม่ต้องพูด และผมก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ เวลาที่ผมกุมมือเธอ ทุกครั้งที่ผมถามเธอว่ารักผมหรือเปล่า เธอไม่เคยตอบผมแม้แต่ครั้งเดียวแต่ผมสามารถรับรู้ได้จากการสัมผัส จากความรู้สึก มีหลายครั้งที่เวลาเธอกลับบ้าน แล้วเราโทรคุยกัน เธอบอกว่ามีอะไรจะถามผม จะคุยกับผม และผมก็สามารถรับรู้ได้ว่าเธอจะถามอะไร จะคุยอะไร เหมือนกับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และนี่เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับผม และทำให้ผมเชื่อในเรื่องของโชคชะตา พรหมลิขิต และคู่แท้
    วันนี้
    ผมนั่งกุมมือเธอพร้อมกับบอกเธอว่า พี่ตามหาปูมานาน และไม่รู้ว่านานเท่าไร พี่เชื่อว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เรามีหัวใจดวงเดียวกัน พระเจ้าให้เราเกิดมาเพื่อกันและกัน แต่ไม่ได้ให้เราเกิดมาคู่กัน คงเป็นเพราะเวรกรรมที่เราเคยทำมาตั้งแต่ชาติปางก่อน แต่พี่ก็จะรอ รอจนกว่าจะถึงเวลาของเรา เวลาที่เราจะได้อยู่คู่กัน ไม่ว่าจะชาติไหนก็ตาม อย่างน้อยพี่ก็ดีใจที่ชาตินี้พี่ตามหาปูจนเจอ ถึงแม้ว่ามันจะสายไปก็ตาม แต่พี่ก็ขอเพียงแค่ได้เห็น ได้เป็นห่วง ได้คอยดูแลอยู่ห่างๆ แค่นี้ก็พอแล้ว
    เวลานี้
    ผมก็ยังคงอยู่กับครอบครัวของผมและทำหน้าที่พ่อและสามี ส่วนเธอก็อยู่กับครอบครัวของเธอและทำหน้าที่แม่และภรรยา เช่นกัน เราต่างคนต่างอยู่กับครอบครัวของตนเอง แต่เราก็สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกดีๆ และยังคงเชื่อในความผูกพันระหว่างเราที่เคยมีในชาติปางก่อน เพียงแต่ว่าในชาตินี้มันไม่ใช่เวลาของเราเท่านั้นเอง แต่ผมก็ยังเชื่อว่าวันหนึ่งในเวลาที่เหมาะสมเราจะกลับมาพบกัน และได้ครองคู่กัน ผมสาบานกับเธอไว้ว่า….ไม่ว่าจะอีกกี่ชาติก็ตามผมจะตามหาเธอให้เจอ และจะไม่ข้องเกี่ยวกับใครจนกว่าจะเจอเธอ……………………

  13. เฮ้อ ถ้ามีคู่เเท้จริงๆก็ดีสิ อยากให้มีน่ะ “ครึ่งหนึ่งของดวงวิญญาณ”เหรอ ฟังดูวิเศษนะ^~^ ขอให้มีจริงๆเหอะ อย่าได้มีเเต่อยู๋ในนิยายเลย

  14. อืม ๆความคิดเหงกับข้างบน
    ใช่ๆ คู่แท้หรอมีจริง ๆอย่างว่าแหล่ะ
    ตอนไหนจะเจอ
    นิยาย
    - -
    รักโน่น่ะ
    เราจะข้ามเวลามาพบกัน

  15. อ่านๆ ดู เนื้อ คู่ แต่ ละ คน

    เอา มา เป็น เหตุ ผล ใน การ เป็น ชู้ ได้ ดี มาก

    “พวก คุณ ไม่ เข้า ใจ หรอก. . .”

    พวก เป็น ชู้ กัน ก็ อ้าง งี้ แหละ

    คิด ว่า เขา เป็น คู่ แท้ คู่ แท้ คือ อะ ไร หรอ

    ไม่ รู้ ว๊า ไม่ เคย มี เอา เป็น ว่า คน ที่ บอก ว่า สบตา กัน สัมผัส กัน ก็ สื่อ ความ หมาย ได้ ช่าง โร แมน ติก จริงๆ

    แต่ ลอง ให้ เหล่า “เนื้อคู่” มา ใช้ “ชีวิตคู่” ดู ดิ ยัง จะ สบ ตา กัน และ แค่ สัมผัส แล้ว จะ เข้า ใจ จริง เหรอ

    “มอง ไมว๊า ไมไม่พูด ไม่พูดจะรู้ไหมนิ เงียบอยู่นั้นแหละ”

    5 55 +

    ของ มอง ใน แง่ ร้าย หน่อย นะ แค่ อยาก สะ ท้อน ให้ เห็น อีก มุม

  16. ความรักเป็นสิ่งสวยงาม การเป็นชู้คือความผิดอันเกิดจากความต้องการครอบครอง ความใคร่ …. ดีมั้ย ถ้าเรารักโดยไม่ทำร้ายกัน ไม่ทำร้ายใครให้เจ็บปวด ไม่ผิดศีลธรรม รักด้วยสมอง รักเพราะรัก เพราะอยากเห็น อยากรับรู้ว่าเค้ามีความสุขในชีวิต อยากจะคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ให้เค้ามีชีวิตของเค้า เรามีชีวิตของเราดูแลคนข้างๆ ที่เราได้เลือกมาเดินด้วยกันแล้ว แม้เราจะพบคู่แท้ หรือ”คนที่ใช่” ในเวลาที่สาย ในเวลาที่เราไม่สามารถทำอะไรได้ การที่พบคนที่ใช่ ในเวลาที่ผิด คือความเสียใจ แต่เราก็เลือกที่จะรักเค้าต่อไปได้ รักเพราะรู้สึกรัก รักโดยไม่หวังที่จะครอบครอง ไม่ต้องการอะไร ให้เค้ามีชีวิตบนทางเดินของเค้า ให้ความรักของเราดำเนินต่อไป ให้ความถูกต้องยังคงยิ่งใหญ่ในสมอง ให้ความรัก งดงาม อยู่ในใจ ของเราตลอดไป


Leave a response

Your response:

หมวดหมู่